เอ็กซิมแบงก์เผยเทรนด์ 10 สินค้ามาแรงหลังวิกฤติ เหตุผู้บริโภคเริ่มเลือกเฟ้นมากขึ้น กลุ่มสินค้าออลอินวัน-ดีไอวาย-เรโทรย้อนยุคนำโด่ง แนะผู้ผลิตศึกษารสนิยมผู้บริโภคใกล้ชิด
ฝ่ายวิจัยธุรกิจธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) รายงานเรื่อง "Top 10 สินค้ามาแรงหลังวิกฤติเศรษฐกิจ" ว่าจากการที่เศรษฐกิจโลกหดตัวในช่วงที่ผ่านมา ทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง ส่งผลให้พฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยเปลี่ยนแปลงไป โดยพบว่าผู้บริโภคมีแนวโน้มลดการใช้จ่ายสินค้าฟุ่มเฟือย เช่นการซื้อบ้านหลังที่ 2 และสินค้าแฟชั่นลดลง รวมทั้งความนิยมหาความสุขความบันเทิง อาทิ รับประทานอาหาร ดูหนังฟังเพลง และออกกำลังกายที่บ้านมากขึ้น แทนการไปทำกิจกรรมต่างๆนอกบ้าน
อย่างไรก็ตาม หลังจากผู้บริโภคผ่านประสบการณ์ในการใช้จ่ายทั้งในช่วงเศรษฐกิจเฟื่องฟูและช่วงซบเซามาแล้ว มีความเป็นไปได้ว่าผู้บริโภคจะคำนึงถึงปัจจัยอื่นๆนอกเหนือจากปัจจัยด้านราคาในการตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการ โดยแนวโน้มสินค้าที่คาดว่าจะได้รับความนิยมและมาแรงในตลาดการค้าหลังวิกฤติเศรษฐกิจมีดังนี้ 1.สินค้าอเนกประสงค์ (All-in-one) เช่น โทรศัพท์มือถือที่ไม่เป็นเพียงเครื่องมือติดต่อสื่อสารเท่านั้น แต่ยังต้องสามารถใช้เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพา กล้องถ่ายรูป และเครื่องเสียง ไปพร้อมๆกัน 2.สินค้าที่มุ่งตอบสนองความพึงพอใจส่วนบุคคล โดยเฉพาะสินค้าที่ผู้บริโภคสามารถประกอบได้เอง (DIY)
3.สินค้าย้อนอดีตที่ผสมผสานความทันสมัย (Retro Nova) ผลพวงของยุคสมัยที่เต็มไปด้วยความไฮเทค ทำให้เกิดกระแสที่ผู้คนเริ่มหันกลับมาให้ความสำคัญกับความคลาสสิกของอดีต จึงเกิดการผลิตสินค้าในลักษณะ Retro Nova โดยสามารถตอบโจทย์ได้ทั้งในเรื่องการนำเทค-โนโลยีทันสมัยที่ช่วยอำนวยความสะดวกด้านการใช้สอย ควบคู่ไปกับการสร้างความสุขทางด้านจิตใจผ่านการย้อนมองภาพในอดีต เช่น นาฬิกาที่มีรูปลักษณ์ย้อนยุค เครื่องเสียงที่เลียนแบบวิทยุโบราณ แต่มีฟังก์ชั่นการใช้งานครบครัน เป็นต้น
4.สินค้าที่ทำด้วยมือ (Handmade) คาดว่าจะได้รับความนิยมมากขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะสามารถสร้างจุดขายจากความแตกต่างและการมีเอกลักษณ์ เฉพาะตัวได้มากกว่าสินค้าที่ผลิตครั้งละจำนวนมาก 5.สินค้าที่เน้นการออกแบบและบรรจุภัณฑ์ (Design & Packaging) มีส่วนทำให้ผู้บริโภคลดความสนใจในปัจจัยด้านราคาและคุณภาพลง แต่หันมาให้ความสนใจกับสิ่งที่สามารถตอบสนองความต้องการด้านจิตใจ
6.สินค้าที่ปฏิบัติอย่างเป็นธรรม (Fair Trade) ในกระบวนการผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยปัจจุบันผู้บริโภคโดยเฉพาะในประเทศพัฒนาแล้ว หันมาใส่ใจสินค้าที่มีกระบวนการผลิต Fair Trade คือใช้วัตถุดิบที่ซื้อจากเกษตรกรในประเทศกำลังพัฒนาด้วยราคาที่เป็นธรรม ไม่มีการกดขี่แรงงาน คำนึงถึงประเด็นความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรธุรกิจ (CSR) มาเป็นปัจจัยประกอบการตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการมากขึ้น
7.สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Product) 8.สินค้าพร้อมรับประทาน (Ready- to-Eat) เพราะวิถีการดำเนินชีวิตที่เร่งรีบและชั่วโมงการทำงานที่มีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนอยู่ตลอดเวลา ส่งผลให้พฤติกรรมการบริโภคของผู้บริโภคยุคใหม่เปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด 9.สินค้าเพื่อสุขภาพ (Organic & Function Food) และ 10.สินค้าที่คำนึงถึงสวัสดิภาพสัตว์ (Animal Walfare) ผู้บริโภคโดยเฉพาะประเทศในยุโรป หันมาให้ความสำคัญเรื่องสวัสดิภาพสัตว์กันมากขึ้น
ฝ่ายวิจัยธุรกิจของเอ็กซิมแบงก์ระบุว่า จากความต้องการสินค้าและบริการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ถือเป็นความเสี่ยงและโอกาสของผู้ประกอบการในการปรับตัวรับกับแนวโน้มตลาดที่เปลี่ยนไป ดังนั้นผู้ประกอบการจะต้องศึกษาการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้ บริโภคในสินค้าที่ตนส่งออกอย่างใกล้ชิด รวมทั้งวางกลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อรับมือกับสภาพแวด-ล้อมและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง
วันอังคารที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น